[HB] 003 : น้องชายของบาริสต้า

posted on 09 Jul 2014 19:58 by satan-lucus
 
 
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hummingbird Coffee Shop*
 
 
 
 
[HB] - 003 น้องชายของบาริสต้า
 
ช่วงเวลา : ถัดจากกลางเดือนพฤษภาคม 2014
 
ตัวละคร : จีน, นนท์, อิน(OC)
 
 
 
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 

เสียงพูดคุยหยอกล้อกันที่ไม่ดังพอจะจับใจความเรียกสายตาสงสัยจากคนเพิ่งว่างงานที่กำลังเปิดประตูออกมากจากครัว เมื่อเห็นว่าเคาท์เตอร์ที่บาริสต้าสาวทำงานอยู่มีเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งท่าทางอารมณ์ดีกำลังยืนเท้าแขนคุยกับนนทรีอย่างสบายอารมณ์ ความสงสัยก็พลันวูบหายไป เพราะเธอเหมือนจะจำได้ว่าเด็กหนุ่มที่กำลังยืนฉีกยิ้มคนนี้เป็นน้องชายของเพื่อนร่วมงานของเธอนั่นเอง

 


ความจริงเธอเคยเห็นเด็กคนนี้ผ่านตาประมาณสองครั้ง และได้ยินจากเพื่อนร่วมงานในร้านว่าเป็นน้องชายของนนทรีที่ชื่ออินอะไรซักอย่างนี่แหละ คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นชื่อที่เธอลงความเห็นว่ามันเพราะ แต่ที่จำไม่ได้คงเป็นเพราะช่วงที่ได้ยินชื่อคงเป็นเวลาที่เธอกำลังทำงานอยู่ ก็นะ.. เวลาที่เธอกำลังวุ่นอยู่กับการทำขนมเธอเคยสนใจเรื่องอื่นซะที่ไหนล่ะ

 
 

...แต่น้องเค้าเป็นผู้ชาย คงไม่ได้ชืออินทุอรหรอกมั้ง…




จิรันดาสาวเท้าไปยืนตรงเคาท์เตอร์กาแฟอย่างที่ชอบทำเวลาว่างงาน การไปยืนเงียบ ๆ มองดูบาริสต้าสาวตาใสคนนี้ทำงานอย่างคล่องแคล่วก็นับว่าเป็นความสุขทางอารมณ์อย่างหนึ่งของเธอ การหยิบจับที่คล่องตัว และรอยยิ้มน้อย ๆ ที่แต้มติดมุมปากไว้ตลอดเวลาไม่ว่าจะวุ่นอยู่กับออเดอร์มากแค่ไหนมันทำให้เธอประทับใจ เมื่อคนเราได้ทำงานที่ตนเองรัก และรักในงานที่ตนเองทำ ก็มักจะแผ่ออร่าความสุขสบายใจให้กระจายออกมาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งตรงนี้มันทำให้คนที่ชอบยืนมองอย่างเธอรู้สึกสบายใจไปด้วย



ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากทักทายสองหนุ่มสาวที่อยู่ตรงเคาท์เตอร์ นัยน์ตาเรียวเกือบจะชั้นเดียวของเด็กหนุ่มร่างสูงก็หันมาสบตากับเธอพอดี ก่อนที่เขาจะส่งยิ้มงง ๆ พลางหันกลับไปหาพี่สาวตนเอง เรียกให้นัยน์ตากลมโตของนนทรีมองตรงมายังเธอพร้อมกับรอยยิ้มกว้างสดใส



“ว่างแล้วเหรอคะ”



จิรันดาพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมกันรอยยิ้มจาง ๆ ตอบรับคำถามนั้น นัยน์ตาสีดำเบนไปยังเด็กหนุ่มร่างสูงชั่วครู่ก่อนจะละมาสบตากับคนตรงหน้า คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างจะถามไถ่คล้ายไม่แน่ใจ



“อิน?”



“ครับ”



กลับกลายเป็นว่าคนตอบดันไม่ใช่คนถูกถามเสียนี่ เมื่อหันไปมองก็เห็นเด็กหนุ่มเจ้าของชื่อยืนฉีกยิ้มกว้างใส่ตาเธอ ซึ่งการกระทำนั้นเรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ และแววคาดโทษจากนัยน์ตากลมโตที่ส่งไปให้คนเป็นน้องชาย นนทรีหันมาส่งสายตาขอโทษให้กับเธอ โดยไม่สนใจน้องชายที่ยืนประท้วงอยู่อีกทาง และเมื่อเห็นว่าเธอเองก็ไม่ได้ว่าอะไร เด็กหนุ่มคนนั้นจึงยิ้มทะเล้นแล้วแนะนำตัวเองอีกครั้ง



“อินครับ อินทนิล น้องชายพี่นนท์ หน้าตาดีแต่ตอนนี้โสด สูง 177 และคาดว่าน่าจะสูงขึ้นอีก น้ำหนัก..”



“อิน!!”



เสียงใสที่ดังขึ้นมาพร้อมกับสีหน้าที่พยายามปั้นให้ดุกว่าครั้งแรกติดจะดูน่าเอ็นดูมากกว่าจะน่ากลัว ซึ่งเห็นได้จากสีหน้าทะเล้นของคนถูกดุที่ไม่มีร่างรอยของความหวาดเกรงเลยแม้แต่น้อย เรียกรอยยิ้มจาง ๆ ให้ปรากฏในดวงตาของจิรันดา ซึ่งเด็กหนุ่มก็หันมาเห็นพอดี



“เจ๊เห็นมั้ย พี่เค้าไม่เห็นโกรธเลย”



“ขอโทษแทนน้องด้วยนะคะ” สาวร่างเล็กเอ่ยขึ้นมาโดยจงใจเมินเสียงบ่นของน้องชายตนเองไป พร้อมกับแนะนำตัวเธอให้เด็กหนุ่มได้รู้จัก “นี่พี่จีน พี่เค้าเป็นผู้ช่วยเชฟ” เจ้าตัวเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนจะหันไปเห็นว่ามีพนักงานกำลังจะนำออเดอร์มาส่งให้ “เดี๋ยวขอฝากน้องชายไว้สักครู่นะคะ นั่งรอตรงนู้นก็ได้ เสร็จแล้วเดี๋ยวตามไปค่ะ”



จิรันดาพยักหน้ารับพลางเดินตามเด็กหนุ่มร่างสูงไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่ รอยยิ้มอารมณ์ดีแต้มบาง ๆ บนริมฝีปากตลอดเวลา ทำให้เธอคิดถึงผู้หญิงอีกคนที่มีรอยยิ้มคล้าย ๆ กัน



..พี่น้องคู่นี้เหมือนกันจริง ๆ ..



“พี่จีนทำขนมอร่อยนะครับ ผมติดใจตั้งแต่ชิ้นแรกเลย” อินทนิลหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพร้อมกับยืนมือมาให้เธอจับ “ถ้าวันไหนอยากได้คนชิมตามผมได้นะ”



คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนเจ้าตัวจะยกยิ้มนิด ๆ แล้วยื่นมือไปจับมือตรงหน้าพลางเขย่าเบา ๆ



“ค่ะ”



“นั่งก่อน ๆ เลยพี่ ไม่ต้องกลัว เนี่ย ผมฉีดยามาแล้ว” เขาไม่ว่าเปล่าแต่ยื่นแขนมาจิ้มจึ้ก ๆ ให้ดูเป็นทำนองว่าผมฉีดยามาแล้วจริง ๆ ก่อนจะผายมือไปทางเก้าอี้ เธอพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งตามคำเชิญ



เนื่องจากเธอเป็นคนคุยไม่เก่ง ส่วนมากเธอเป็นพวกนั่งเงียบ ๆ ฟังคนอื่นพูดมากกว่าที่จะพูดเอง ถ้าให้เธอนั่งฟังใครซักคนพูด เธอสามารถนั่งฟังได้เรื่อย ๆ ถ้าคนฟังไม่รำคาญเธอและหยุดพูดไปเสียก่อน และเธอเองก็เริ่มบทสนทนาไม่เป็น จึงนั่งนิ่ง ๆ มองตาเด็กหนุ่มตรงหน้าแทน ซึ่งการกระทำของเธอทำให้เขาชะงักไปนิด ๆ แล้วถามกลั้วเสียงหัวเราะ



“ผมทำให้พี่รำคาญรึเปล่าเนี่ย”



หญิงสาวเลิกคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับส่ายหน้า

 

 

“ไม่ค่ะ” นิ่งไปครู่แล้วเอ่ยต่อ “พี่..พูดไม่เก่ง ถนัดฟังมากกว่า”

 

 

“ผมเล่าเรื่องไม่เก่งด้วยสิ” เขาอมยิ้มพึลึก กรอกดวงตาไปมาอย่างชั่งใจก่อนเอ่ยถาม “ขอผมเสียมารยาทหนึ่งคำถามนะ พี่จีนอายุเท่าไหร่เหรอ”



แววแปลกใจวูบผ่านนัยน์ตาสีดำสนิทก่อนจางหายไป เมื่อนึกขึ้นได้ว่า การถามอายุและน้ำหนักเป็นเรื่องที่ผู้หญิงมักไม่ชอบโดนถามเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่กับเธอ สำหรับเธอแล้วตราบใดที่ไม่ได้ก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัว การถามเกี่ยวกับสองอย่างนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐาน เมื่อฝั่งตรงข้ามกล้าถาม เธอเองก็กล้าตอบเช่นกัน เพราะเหตุนี้เธอจึงแปลกใจในทีแรกว่า ถามอายุมันดูเสียมารยาทตรงไหน



หญิงสาวลอบอมยิ้มในใจอย่างขำ ๆ แล้วจึงตอบเนิบ ๆ อย่างไม่ถือสา



“24 ใกล้ 25 ค่ะ”



เด็กหนุ่มตรงหน้ายกนิ้วขึ้นมานับ ก่อนจะทำตาโต “ห่างกันตั้งห้าปีกว่า ๆ เลยแฮะ ผมว่าถ้าบอกว่ารุ่นเดียวกัน น่าจะมีคนเชื่อนะ ฮ่า ๆ”



“ขอบคุณ” คนอายุมากกว่าอมยิ้มนิด ๆ ในหัวเธอคำนวณอายุของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่แน่ใจนัก เพราะกลัวเขาไม่พอใจ ปกติเด็กมักจะไม่ชอบให้คนอื่นพูดว่าเด็กนี่เนอะ

 

 

“อินก็..ดูเด็ก..นะ”



และเป็นโชคดีที่คนตรงหน้าไม่ได้อยู่ในขอบเขตของเด็กปกติทั่วไป เขาจึงหัวเราะร่วนออกมาอย่างอารมณ์ดี